“ตักบาตรเทโว” บุญใหญ่ออกพรรษา สืบสานประเพณีไทย

 

ตักบาตรเทโว อเวนโก avengo

 

ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยมีความเชื่อกันว่า วันออกพรรษาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อรับบิณฑบาตจากชาวบ้าน ซึ่งในวัดสำคัญหลายๆ แห่งของเมืองไทยจึงได้มีการจัดงานตักบาตรเทโวโรหณะขึ้น ถือเป็นเทศกาลงานบุญที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 

 

 

ประวัติความเป็นมาวันตักบาตรเทโว

เมื่อครั้งอดีต พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชน ณ นครสาวัตถี อยู่เป็นประจำ จนมีประชาชนเป็นจำนวนมากหันมาเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุทำให้เหล่าเดียรถีย์เสื่อมลง (เดียรถีย์หมายถึง นักบวชประเภทหนึ่ง ที่มีมาก่อนพระพุทธศาสนา และเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง มีพุทธบัญญัติว่า หากเดียรถีย์จะมาขอบวชในพระพุทธศาสนาต้องมารับการฝึก เพื่อตรวจสอบว่ามีความเลื่อมใสแน่นอนเสียก่อน เรียกว่า ติตถิยปริวาส)

 

พวกเดียรถีย์เดือดร้อน เนื่องจากเครื่องถวายสักการะก็ลดน้อยลงตามไปด้วย จึงคิดหาวิธีทำลายพระพุทธศาสนา โดยการกล่าวร้ายพระพุทธเจ้า แต่ประชาชนก็ยังเลื่อมใสศรัทธาเหมือนเคย ในที่สุดเดียรถีย์จึงใช้อุบายทำลายพระพุทธศาสนา โดยการใช้พุทธบัญญัติที่มั่นใจว่าพระพุทธเจ้าไม่กล้าฝ่าฝืนข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้เอง จีงช่วยกันกระจายข่าวว่า “พระพุทธเจ้า และเหล่าสาวกสิ้นท่าหมดอิทธิฤทธิ์และงดการแสดง ตรงข้ามกับเหล่าคณาจารย์เดียรถีย์ ซึ่งมีปาฏิหาริย์อบรมมั่นคงเต็มที่ และมีความพร้อมที่จะแสดงให้เห็นทุกเมื่อ ถ้าไม่เชื่อก็เชิญพระพุทธเจ้ามาแสดงปาฏิหาริย์แข่วกันก็ย่อมได้ เพื่อพิสูจน์ว่าใครเก่งกว่าใคร” ฝ่ายพระพุทธเจ้า และสาวกก็เงียบเฉย เดียรถีย์จึงกล่าวร้ายหนักอีกว่า “พระพุทธเจ้าไม่มีความสามารถในการแสดงอิทธิฤทธิ์”

 

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงคิดใคร่ครวญและตัดสินใจที่จะแสดงปาฏิหาริย์ให้พวกเดียรถีย์ได้ประจักษ์ เพื่อไม่ให้พระพุทธศาสนาโดนย่ำยี โดยพระองค์ได้ประกาศว่าจะแสดง “ยมกปิหาริย์” ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ณ ใต้ต้นมะม่วง เมื่อฝ่ายความเดียรถีย์ได้รู้ความดังนั้น จึงแบ่งพวกให้ไปทำลายต้นมะม่วงทุกต้นในเมืองสาวัตถี อีกพวกก็ช่วยกันสร้างมณฑป เพื่อแสดงปาฏิหาริย์ของตน และประกาศให้ประชาชนมาชมความล้มเหลวของพระพุทธองค์ เมื่อถึงกำหนดก็เกิดพายุใหญ่ ทำให้มณฑปของเดียรถีย์พังหมดสิ้น ส่วนพระพุทธเจ้าก็ยังมิได้แสดงปาฏิหาริย์แต่อย่างใด

 

ในวันนั้นเองคนเฝ้าพระราชอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชื่อว่า นายคัณฑะ ได้ถวายมะม่วงผลหนึ่งแก่พระพุทธเจ้า เนื่องจากมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงสั่งให้พระอานนท์นำมะม่วงไปทำน้ำปานะ (ปานะ หมายถึงน้ำ ของสำหรับดื่ม) มาถวาย และเอาเมล็ดมะม่วงวางบนดิน เมื่อทรงชั้นน้ำปานะเสร็จ ก็ทรงล้างพระหัตถ์ โดยให้น้ำรดลงบนเมล็ดมะม่วง ทันใดนั้นเองก็กลายเป็นต้นมะม่วงงอกเงยขึ้นมา และต้นใหญ่

 

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็แสดงปาฏิหาริย์เนรมิตช่อไฟ เนรมิตช่อน้ำ เนรมิตบุคคล ที่เหมือนพระองค์ทุกประการ ทรงแสดงธรรม จงกรม พระพุทธนิมิตให้ประชาชนได้ประจักษ์แก่สายตา จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาโดยทั่วกัน ส่วนเดียรถีย์จึงโดนประชาชนสาปแช่งจนย่อยยับกลับไป วันรุ่งขึ้นเป็นวันเข้าพรรษา พระองค์ประกาศว่าจะไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงต้องการเทศนาโปรดพระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดา เพื่อเป็นการสนองพระคุณ

 

ดังนั้นพระองค์จึงได้เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน เมื่อถึงวันออกพรรษา พระพุทธองค์จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ทางประตูเมืองสังกัสสนคร เป็นการหยั่งจากเทวโลก (เทโวโรหณะ) เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ประชาชนต่างพร้อมใจกันมารับเสด็จ และนำอาหารมาเพื่อทำบุญตักบาตรเป็นจำนวนมาก ประชาชนบางพวกอยู่ห่าง ไม่สามารถที่จะถวายอาหารใส่ลงบาตรได้ จึงนำข้าวสาลีมาปั้นเป็นก้อน แล้วโยนใส่ลงในบาตร จนกลายมาเป็นพิธีนิยมที่ว่า จะต้องทำข้าวต้มลูกโยนเพื่อไว้ใส่บาตรในวันเทโวโรหณะ ข้าวต้มลูกโยนทำมาจากข้าวเหนียวห่อด้วยใบมะพร้าวไว้หางยาวๆ

 

 

 

 

 

 

ที่มา : wikipedia.org

 

ติดตามเราได้ที่

 

web site :  https://avengo.net
Line @ : @avengo (อย่าลืมใส่ @ นะคะ) https://line.me/R/ti/p/%40avengo

 

 

Karn Avengo